วิทยาศาสตร์ของสีทาเล็บ 

แอดคาดว่าสาวๆหลายๆคนนั้นต้องมีกิจกรรมเสริมความงามด้วย #การทาสีเล็บ ที่เป็นหนึ่งในตัวเสริมความงามของร่างกายแน่ๆเลยล่ะ ด้วยความที่ว่าเค้าสามารถที่จะเติมแต่งสีสันและปกปิดความธรรมชาติที่ดูดีเกินไปของเล็บ (หราาา!!!) ได้ด้วย

ดังนั้นวันนี้แอดก็จะมาเล่าถึง #เกร็ดความรู้ที่ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ เกี่ยวกับ #วิทยาศาสตร์ของสีทาเล็บ ให้ฟังกันนะครับ

สีทาเล็บ (บ้างก็เรียกว่ายาทาเล็บนะครับ) หรือที่ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Nail polish หรือ Nail varnish นะครับ ซึ่งโดยหลักๆก็จะเป็นส่วนผสมของพอลิเมอร์อินทรีย์ (organic polymers), เม็ดสี (pigments) และส่วนผสมอื่นๆเพื่อทำการปรับปรุงสมบัติของสีทาเล็บให้มีความว้าวขึ้นตามแต่ที่แต่ละแบรนด์จะทำกันทีเดียว

โดยที่จากหลักฐานที่ค้นพบนั้น สีทาเล็บนั้นเริ่มมีใช้ในจีนเมื่อ 3000 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว โดยที่ได้พบว่าในช่วงราชวงศ์โจวปกครอง (Zhou dynasty) เมื่อ 600 ปีก่อนคริสตกาลนั้น ทางราชวงศ์จะนิยมสีทองและสีเงินเป็นหลัก แต่บางทีก็นิยมสีแดงและน้ำเงินตามความชอบของผู้ทาด้วย

ในช่วงการปกครองของราชวงศ์หมิง (Ming dynasty) นั้นก็ได้พบว่า สีทาเล็บนั้นมีส่วนผสมของขี้ผึ้ง ไข่ขาว เจลาติน สีธรรมชาติจากพืช และกัมอาระบิก (gum arabics) ที่ได้จากพืชด้วย

ในฟากของอียิปต์นั้นจะมีการแบ่งชนชั้นด้วยสีเล็บด้วย อย่างเช่นชนชั้นล่างก็จะทาเล็บสีอ่อน ในขณะที่ชนชั้นสูงนั้นก็จะมีการทาเล็บและตกแต่งลวดลายด้วยเฮนน่า (Henna) ที่มีสีน้ำตาลแดงด้วย

ในศตวรรษที่ 9 นั้นผู้คนก็นิยมทาเล็บให้ออกชมพูใสเรื่อๆด้วยยาทาเล็บสูตรใสที่มีส่วนผสมของสีแดงที่ละลายในน้ำมัน และขัดจนเงาสวย

ในช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ก็เริ่มมีการผลิตยาทาเล็บออกสู่ตลาดอย่างจริงจัง ซึ่งในสมัยนั้นก็มีขายในนามของ “Graf’s Hyglo nail polish paste” ด้วยนะครับ

ปกติแล้วสีทาเล็บนั้นจะมีส่วนผสมของพอลิเมอร์ที่สามารถเคลือบบนเล็บเป็นฟิล์มได้ (film-forming polymers) อย่าง Nitrocellulose ที่ละลายในตัวทำละลายอย่าง butyl acetate หรือ ethyl acetate น่ะครับ

แต่ในปัจจุบันก็จะมีการใช้ tosylamide-formaldehyde resin เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดความไวไฟด้วย เนื่องจากว่า Nitrocellulose เป็นพอลิเมอร์ที่ไวไฟมากและค่อนข้างเปราะแตก ล่อนได้ง่ายด้วย

นอกจากนั้นก็จะมีส่วนผสมของพลาสติไซเซอร์ (Plasticizers) ที่เพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเปราะของฟิล์มยาทาเล็บอย่าง Dibutyl phthalate และการบูรด้วยนะครับ

ส่วนเม็ดสี (pigments) ที่ใช้ผสมในสีทาเล็บนั้นมักจะเป็นกลุ่มพิกเมนต์อนินทรีย์ (inorganic pigments) เป็นฐาน เนื่องจากว่าเค้ามีค่าการหักเหสูงจึงสามารถให้ความทึบแสงและปกปิดได้ดี รวมไปถึงการแต่งสีให้ดูฉูดฉาดขึ้นด้วยกลุ่มพิกเมนต์อินทรีย์ (Organic pigments) ด้วย ในบางกลุ่มอาจจะมีการเติมสารเหลือบมุกเพื่อทำให้สีทาเล็บนั้นมีความแวววาวดูน่าสนใจมากขึ้นด้วยนะครับ

นอกจากนี้ก็จะมีสารปรับความหนืด (thickening agents) ที่มีสมบัติเป็น thixotropy อย่างเจ้า stearalkonium hectorite ที่มีสมบัติเด่นที่ว่า “เวลาอยู่ในขวดแล้วมีความหนืด แต่พอในขั้นตอนทานั้นจะมีแรงเฉือนทำให้เหลวและเกลี่ยง่าย” ด้วยนะครับ

สุดท้ายที่ขาดไม่ได้ก็คือ “สารกันรังสียูวี” อย่าง benzophenone-1 ที่ไม่ได้ใช้กันแดดเลียเล็บนะครับ แต่ใช้ในการดูแลโมเลกุลของสีนั้นไม่ให้แสงทำลายจนซีดไปต่างหากล่ะ

ซึ่งสีทาเล็บจริงๆก็มีหลายแบบมากนะครับ ซึ่งนอกจากสีทาเล็บที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วๆไปแล้ว ก็ยังมีชนิดพิเศษอื่นๆที่ไม่ว่าจะเป็น

1.) Base coat ที่ใช้ทารองพื้นเล็บ มักจะใสหรือมีสีชมพูอ่อนๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับเล็บ ตรึงความชื้นของเล็บไว้ แต่งผิวเล็บให้เรียบ เพื่อที่จะทำให้ทาทับแล้วเรียบสวย/ หรือให้ลวดลายได้ดังใจ ซึ่งบางทีเราก็เรียกว่า “ridge filler” นะครับ

2.) Top coat ก็เป็นสีทาเล็บใส เพื่อที่จะเคลือบชั้นนอกสุดให้สีทาเล็บเรานั้นแข็งแรง ไม่ล่อนหลุด และถลอกไปยามที่เราใช้เล็บแบบฮาร์ดคอร์เกินกว่าเหตุ โดยที่เจ้าตัว top coat นี้ส่วนมากก็จะเรียกกันว่า “quick drying” เนื่องจากว่ามัน #แห้งเร็ว และทำให้สีทาเล็บที่โดนทาทับนั้นแห้งเร็วตามไปด้วยน่ะครับ

3.) Gel หรือสีทาเล็บเจลนี่ล่ะครับ ซึ่งปกติจะทำด้วย Methacrylate polymers ที่ให้ความใสแวววาวเปรียบประดุจกระจกไฟหน้ารถกันเลยทีเดียว แต่ปกติสารพอลิเมอร์กลุ่มนี้นั้นไม่แห้งเองนะครับ จึงจำเป็นต้องบ่ม (cure) ด้วยรังสีอุลตราไวโอเลต หรือหลอดแบล็คไลค์เพื่อทำให้แห้งจากการเชื่อมขวาง (crosslinking) นั่นเอง

เนื่องจากว่าการทำเล็บเจลนี้เกิดจากการเชื่อมขวางของ methacrylate polymers จึงให้ความคงทนสูงกว่าสีทาเล็บปกติ และแน่นอนล่ะว่าเมื่อเค้าทนกว่าก็จะทำให้ล้างออกยากกว่าปกติด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงควรต้องใช้ 100% acetone ในการล้างโดยการจุ่มแช่ไว้อย่างน้อย 10 นาทีก่อนที่จะทำการเช็ดออกด้วย

ซึ่ง acetone นี้เป็นตัวชำระไขมันที่ผิวหนังและขอบเล็บดีมาก จึงมักจะทำให้เกิดการแห้งแตกของผิวหนังและสุขภาพเล็บที่เสียไปด้วย ดังนั้นหลังจากที่ล้างเล็บเจลออกนั้นจึงควรที่ต้องต้องโปะแฮนด์ครีมหนักๆด้วยนะครับ

3.) Matte อันนี้ก็คล้ายๆกับสีทาเล็บธรรมดาทั่วๆไปนะครับ แต่จะมีความด้าน (matte) แทนที่จะให้ความเงาแบบสีทาเล็บปกติ ซึ่งปกติก็สามารถทาเป็นสีปกติได้ และยังนิยมใช้เป็นสีเพนต์ลวดลายบนเล็บได้ดีด้วยนะครับ

4.) Shellac ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งพัฒนาขึ้นมาใหม่โดย Creative Nail Design (CND) Company มีการเคลมว่าสามารถที่จะอยู่คงทนได้ถึงสองอาทิตย์กันเลยทีเดียว

ซึ่งในสูตรสีทาเล็บนั้นปกติก็จะมีตัวทำละลายอินทรีย์ที่ระเหยได้ (volatile organic solvents) ที่อาจจะเป็นอันตรายได้เมื่อสูดดมเอาไอระเหยเข้าไปในปริมาณ ทำให้เกิดอาการมึนงง ปวดหัวกันได้ง่ายๆเลยทีเดียว ดังนั้นขณะทาเล็บนั้นควรที่จะทาในที่มีการระบายอากาศได้ดีด้วย

อีกทั้งสารพลาสติไซเซอร์ในกลุ่มของ phthalate ที่ลดความเปราะของสีทาเล็บนั้น ก็มีหลักฐานว่ามีผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine system) และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานด้วย จึงทำให้ผู้ผลิตหลายรายนั้นมีการเห็นชอบร่วมกันในการยกเลิกการใช้ dibutyl phthalate ในปี 2006 ด้วย

นอกจากนี้สีทาเล็บหลายๆสูตรก็มีการปลดปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ (formaldehyde) ออกมาหลังจากที่ทาไประยะหนึ่งแล้วด้วย

แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ  เลยนะครับ

และเมื่อพูดถึงสีทาเล็บแล้ว จะไม่พูดถึงน้ำยาล้างเล็บ (Nail polish removers) ก็กระไรอยู่นะครับ

ปกติแล้วไอ้น้ำยาล้างเล็บก็มักจะเป็นตัวเดียวกันกับตัวทำละลายอินทรีย์ในสีทาเล็บนั่นแหละครับ แต่อาจจะมีการตกแต่งสีให้ดูน่าใช้ และใส่กลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยลงไป เพื่อกลบกลิ่นเหม็นของตัวทำละลายนั้นๆน่ะครับ

ซึ่งปกติแล้วราคาของน้ำยาล้างเล็บนั้นไม่ได้สัมพันธ์กับคุณภาพนะครับ แต่สัมพันธ์กับแบรนด์มากกว่า เนื่องจากว่าวัตถุดิบที่ใช้นั้นไม่ได้มีราคาแพงอะไรเลย

โดยมากก็จะใช้ acetone เป็นหลักนะครับ เนื่องจากว่าสามารถที่จะเอาสีทาเล็บออกได้ดี และยังสามารถล้างเล็บเจลออกด้วย รวมไปถึงลอกเอากาวติดเล็บปลอมออกได้ด้วย และบางทีก็มีการใช้สารละลายผสมของ ethyl acetate ผสมกับ isopropyl alcohol ด้วยนะครับ

ซึ่งก็แน่นอนละว่า ตัวทำละลายเหล่านี้สามารถที่จะละลายสีทาเล็บออกได้ดี ก็ย่อมทำให้ละลายไขมันออกจากผิวได้ดีมากๆเช่นกัน ดังนั้นน้ำยาล้างเล็บจะยี่ห้อเทพเพียงใด ราคาแพงเพียงใดนั้นก็ยังสามารถส่งผลเสียหายในระยะยาวกับเล็บและผิวหนังบริเวณนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ

ซึ่งหลายๆคนมักกลัวเอทธิลแอลกอฮอลล์ในครีมกันแดดมากกว่าน้ำยาล้างเล็บอีก ทั้งๆที่ในความเป็นจริงนั้นน้ำยาล้างเล็บนั้นมีฤทธิ์ในการละลายไขมันและก่อความระคายเคืองได้สูงกว่าเอทธิลแอลกอฮอลล์เป็นไหนๆเลยนะครับ

ดังนั้นจะพบว่าคนที่ทำสีเล็บบ่อยๆนั้นมักจะมีสุขภาพผิวหนังและเล็บที่แย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นจมูกเล็บลอก ผิวหนังแตกระแหง รวมไปถึงมีการติดเชื้อราในเล็บ เนื่องจากว่าเชื้อรานั้นสามารถที่จะเข้าสู่เล็บได้ยามที่ผิวหนังและเล็บอ่อนแอด้วยน่ะครับ

สุดท้ายนี้แอดก็ขอขอบคุณรูปนางแบบเล็บสีสวยๆจากลิงก์นี้ด้วยนะครับ

https://www.standard.co.uk/…/best-festive-nail-polishes-chr…

#ใต้ความสวยที่แอบสะพรึง
#ทำเล็บแล้วควรที่จะให้เล็บพักผ่อนบ้าง
#ใช้อย่างตรอง

29570994_1850279018343857_3978859284364275661_n.jpg

ใส่ความเห็น